จอร์จินิโอ ไวจ์นาลดุม นักเตะผู้อันเดอร์เรตมากกว่าคุณภาพฝีเท้า

จอร์จินิโอ ไวจ์นาลดุม นักเตะผู้อันเดอร์เรตมากกว่าคุณภาพฝีเท้า

ย้อนกลับไปเมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ถูกถามว่า ผู้เล่นหงส์แดงคนใดที่สามารถเป็นกุนซือได้ในอนาคต เขาตอบว่าไม่แน่ใจว่าจะมีใครในหมู่นักเตะที่ต้องการทำหน้าที่นี้ แต่หนึ่งในชื่อที่ทำให้เกิดความคิดขึ้นมาได้คือ จอร์จินิโอ ไวจ์นาลดุม กองกลางทีมชาติฮอลแลนด์ คล็อปป์ กล่าวกับสกายสปอร์ต สื่อกีฬาชั้นนำแดนผู้ดีว่า “ผมคิดว่า จินี่ ทำได้อย่างแน่นอนถ้าเขาต้องการจะเป็นผู้จัดการทีม” โดยหลังเกมที่ลิเวอร์พูล เปิดรังแอนฟิลด์ เอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 2-0 ในเกมลีกเมื่อวันที่ 19 มกราคมที่ผ่านมานั้นทำให้เราได้เห็นว่าทำไมไวจ์นาลดุม จะก้าวไปเป็นกุนซือได้ ในเวลานี้ ไวจ์นาลดุมถือเป็นกำลังสำคัญในแดนกลางของลิเวอร์พูล เขาเป็นคนช่วยคุมจังหวะเกมและคอยวิ่งหาพื้นที่ช่วยเหลือเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆในสถานการณ์ที่คับขัน การเล่นของเขานั้นเรียบง่าย แต่ก็เต็มไปด้วยคุณภาพ แม้ไวจ์นาลดุมจะไม่สามารถยิงประตูได้ในเกมกับแมนยูไนเต็ด แต่เขาก็เกือบจะทำได้สำเร็จหลังซัดบอลผ่านบอลมือ ดาบิด เด เคอา นายทวารชาวสเปน ของ “ปีศาจแดง” เข้าไปสู่ก้นตาข่าย แต่กรรมการเป่านกหวีดว่าเป็นลูกล้ำหน้า

ห้องเครื่องชาวดัตช์ ยังไม่แอสซิสต์ได้เลยแม้แต่ครั้งเดียวในเกมพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ แต่นั่นไม่ใช่แปลกใจ เพราะหน้าที่ของเขาไม่ได้ถูกคล็อปป์ สั่งให้ทำแบบนั้น โดยทัพหงส์แดงมักจะใช้ฟูลแบ็ค 2 ฝั่งอย่าง เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ และแอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน เป็นหลักในการเปิดบอลเข้ากรอบเขตโทษคู่แข่ง ในเกมกับแมนยูนับเป็นการเก็บคลีนชีทนัดที่ 7 ติดต่อกันของลิเวอร์พูล ซึ่งพวกเขาไม่เสียประตูเลยนับตั้งแต่เกมที่เอาชนะเอฟเวอร์ตัน ในศึกเมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บี้ แมตช์ เมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา และคล็อปป์ ตระหนักดีว่ามันเป็นความพยายามที่ยอดเยี่ยมของลูกทีมในการเล่นเกมรับ ขณะเดียวกัน มันชัดเจนว่า คล็อปป์ ไม่เคยประเมินค่านักเตะในทีมลิเวอร์พูลต่ำเลย แต่มันง่ายเกินไปสำหรับผู้อื่นที่จะมองข้ามบรรดาผู้เล่นกองกลางของหงส์แดงนั่นเป็นเหตุผลว่า ทำไมมันเป็นเรื่องน่ายินดีที่ได้เห็นความพยายามของ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันทีม ที่รางวัลแมน ออฟ เดอะแมตช์ กับแมนยู สำหรับไวจ์นาลดุมนั้น สถิติของ Opta ระบุว่า เขาไม่โดดเด่นเรื่องการยิงประตู แอสซิสต์ การเคลียร์บอลจากอันตราย หรือการเขาตัดบอลจากคู่แข่ง ซึ่งเมื่อลงสนามนั้น ผู้เล่นกองกลางคนอื่นของลิเวอร์พูลที่ยืนคู่กับเขานั้น มักจะมีสถิติที่โดดเด่นกว่า แต่อิทธิพลในเกมของดาวเตะดัตช์นั้นก็ไม่ควรถูกมองข้าม คล็อปป์กล่าวเป็นนัยในการแถลงข่าวหลังจากเกมกับแมนยู โดยพูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับทีมของเขาเมื่อพบกับระบบการเล่นของปีศาจแดง โดยโค้ชชาวเยอรมันระบุว่า “เมื่อเราเห็นผู้เล่นตัวจริงของพวกเขา มันชัดเจนจริงๆว่า พวกเขาต้องการทำอะไร แต่ลูกทีมของผมก็ใช้พื้นที่ในสนามได้ดีจริงๆ”

ห้องเครื่องชาวดัตช์ ยังไม่แอสซิสต์ได้เลยแม้แต่ครั้งเดีย

โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ กุนซือชาวนอร์เวย์ ของแมนยู ให้ความสำคัญกับการปิดพื้นที่เกมรุกของลิเวอร์พูล แน่นอนว่าอเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ เป็นคนเปิดลูกเตะมุมให้ เวอร์จิล ฟาน ไดจค์ กองหลังดัตช์ โหม่งทำประตูขึ้นนำ แต่ตลอดทั้ง 90 นาที แบ็คขวาดาวรุ่ง หงส์แดง ก็แทบไม่ได้เติมเกมรุกตามที่ตัวเองถนัด เนื่องจากโดน ลุค ชอว์ และแบรนดอน วิลเลียมส์ 2 แนวรับฝั่งซ้ายของปีศาจแดง ประกบติด อย่างไรก็ตาม คล็อปป์กลับมองเห็นจุดอ่อนของแมนยู โดย แกร์รี่ เนวิลล์ อดีตกองหลังแมนยู ซึ่งรับบทกูรูให้กับสกายสปอร์ต ระบุว่า “เราได้พูดคุยกันมากมายเกี่ยวกับการมอบหน้าที่ให้ ชอว์และวิลเลียมส์ หยุดเกมรุกฝั่งขวาของลิเวอร์พูล แต่มันเป็นเกมรุกด้านซ้ายของลิเวอร์พูล ที่ทำให้แมนยูเกิดปัญหา”

โอกาสสำหรับลิเวอร์พูล มักจะอยู่ในพื้นที่ว่างในแนวรับด้านขวาของแมนยู และประตูของพลพรรคหงส์แดงก็ถูกตัดสิทธิจาก VAR ไปถึง 2 ลูก ซึ่งเกมด้านฝั่งซ้ายที่โดดเด่นของพวกเขาก็มาจากการช่วยเหลือของไวจ์นาลดุมที่ยืนเป็นมิดฟิลด์ฝั่งซ้ายในระบบ 4-3-3 ไวจ์นาลดุม มักจะประสานงานได้อย่างยอดเยี่ยมกับ โรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ กองหน้าทีมชาติบราซิล, ซาดิโอ มาเน่ ปีกทีมชาติเซเนกัล และโรเบิร์ตสัน ซึ่งทำให้เกมทางฝั่งซ้ายของลิเวอร์พูล ดูสมดุลทั้งเกมรุกและเกมรับ ตลอดทั้ง 90 นาที บทบาทส่วนใหญ่ที่ ไวจ์นาลดุม ได้รับมอบหมายจากคล็อปป์ คือ การเก็บลูกบอลด้วยการใช้ความแข็งแกร่งของร่างกาย และถ่ายบอลออกไป รวมทั้งขยับหาพื้นที่เพื่อเชื่อมเกม และถึงแม้ว่ากองกลางกังหันสีส้มจะดูไม่โดดเด่น แต่เขาก็เป็นส่วนสำคัญในการคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก, ยูฟ่า ซุเปอร์ คัพ และแชมป์สโมสรโลก มาแล้ว

ไวจ์นาลดุมลงเล่นเป็นตัวจริง

แม้แต่ในช่วงที่ฟาบินโญ่ กองกลางทีมชาติบราซิล พลาดการลงสนามให้กับลิเวอร์พูลนั้น ก็ไม่ได้ทำให้แดนกลางของหงส์แดงอ่อนลงไปเลย โดยในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาสถิติแสดงให้เห็นว่า เมื่อไวจ์นาลดุมลงเล่นเป็นตัวจริงนั้น ลิเวอร์พูลแพ้เพียง 1 จาก 43 เกม ซึ่งเกมที่แพ้คือ บุกไปพ่าย บาร์เซโลน่า 3-0 ที่สนามคัมป์ นู ในเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศเมื่อฤดูกาลที่แล้ว นักเตะที่เคยเป็นกัปตันทีม พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น ทีมดังแห่งเอริวิซี่ลีก ในตอนอายุ 24 ปีนั้น แสดงให้เห็นว่าเขาเป็นผู้นำโดยธรรมชาติ แม้ว่าเขาจะไม่มีปลอกแขนกัปตันทีมที่ลิเวอร์พูลก็ตาม แต่จอร์จินิโอ ไวจ์นาลดุม เป็นส่วนสำคัญในทีมของคล็อปป์ และใครจะรู้เขาอาจจะก้าวขึ้นมาเป็ฯนผู้จัดการทีมได้ในวันหนึ่งข้างหน้า