เยอร์เก้น คล็อปป์ ชายผู้ปลุก “หงส์แดง”

กุนซือผู้จะปลดล็อคถ้วยพรีเมียร์ลีก ในรอบ 30 ปี

เมื่อถึงจุดหนึ่งฤดูกาลนี้แฟนบอลของ ลิเวอร์พูล สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ จะสามารถเพลิดเพลินไปกับการที่ทีมรักทำผลงานได้อย่างสุดยอดแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และมันอาจเป็นครั้งแรกที่ “หงส์แดง” คว้าแชมป์ลีกได้สำเร็จนับตั้งแต่ปี 1990 ถึงตอนนี้แม้จะเพลิดเพลินไปกับคะแนนที่นำห่างผู้ท้าชิงอย่าง เลสเตอร์ ซิตี้ และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แต่ทุกคนในสโมสร ลิเวอร์พูล ไม่ว่าจะเป็น ผู้เล่น, แฟนบอล รวมถึงผู้คนที่เกี่ยวข้องนั้น ไม่มีใครกล้าที่จะพูดต่อสาธารณชนเกี่ยวกับการสิ้นสุดการรอคอยกว่า 30 ปี ที่จะกลับมาครองตำแหน่งแชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดีอีกครั้ง มันเป็นความสิ้นหวัง และกลัวว่าจะล้มเหลว

ซึ่งส่วนหนึ่งรอยแผลเป็นยังคงอยู่ในใจของทุกคนที่ ลิเวอร์พูล จากการลื่นของ สตีเว่น เจอร์ราร์ด อดีตกัปตันทีม “หงส์แดง” ในเกมกับ เชลซี เมื่อปี 2014 อย่างไรก็ตาม เยอร์เก้น คล็อปป กุนซือ ลิเวอร์พูล คนปัจจุบันนดูเหมือนจะเป็นคนเดียวที่แอนฟิลด์ที่สามารถเห็นว่า มันเป็นเรื่องผ่อนคลาย โค้ชชาวเยอรมัน กล่าวกับ “อีเอสพีเอ็น” สื่อกีฬาชั้นนำแดนผู้ดีว่า “แฟนบอลบางคนอาจเคยสิ้นหวังกับการลุ้นแชมป์ พวกเขาเคยเป็นแบบนั้น แต่เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งนั้นได้ เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตได้ ตอนนี้คุณต้องทำงานหนัก และต้องเล่นทุกเกมด้วยความทุ่มเท มันยังคงไม่มีอะไรแน่นอนว่า เราจะคว้าแชมป์ แต่เรามีโอกาสชัดเจน เราสร้างรากฐานที่ดีจนถึงตอนนี้ และเราต้องต่อสู้ในแต่ละเกมอย่างบ้าคลั่งเพราะมันไม่มีอะไรง่ายสำหรับเรา”

อย่างไรก็ตาม แฟน ๆ ลิเวอร์พูล กลัวเกินไปกับบางสิ่งที่ผิดปกติ หรือแม้แต่กล้าพูดถึงความปรารถนาที่จะเห็นถ้วยรางวัลพรีเมียร์ลีกที่ถูกยกขึ้นเหนือศรีษะของ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กองกลางกัปตันทีม หงส์แดง ในเดือนพฤษภาคมที่กำลังจะถึง คล็อปป์ กล่าวต่อว่า “ไม่ ไม่ ไม่ มีคนบอกผมตลอดเวลากับเรื่องการลุ้นแชมป์ เมื่อผมเห็นแฟนบอล พวกเขาก็จะพูดคุยผมเสมอ แต่สิ่งเดียวที่ผมสามารถพูดได้คือ ผมจะลองทำให้เต็มที่ แต่ผมไม่สามารถสัญญาได้อีกแล้ว นั่นเป็นวิธีของผม เมื่อผมกลายเป็นแชมป์กับดอร์ทมุนด์ มันเป็นคำถามเดียวที่ผมเจออยู่เสมอ ทุกคนมักถามคุณว่า มาที่นี่คุณต้องการที่จะเป็นแชมป์เหรอ? แน่นอนว่า คุณต้องการเป็นแชมป์ แต่คุณจะเป็นผู้ชนะหรือไม่ ผมไม่รู้ มันไม่น่าสนใจสำหรับผมจนกว่าเราจะเป็นแบบนั้นจริงๆ”

คล็อปป์ สมัยคุมทัพดอร์ทมุนด์

เขาคือผู้จะปลดล็อคถ้วยพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง

สิ่งหนึ่งที่แน่นอนท่ามกลางความตึงเครียดทั้งหมดคือ ไม่มีแฟนบอล ลิเวอร์พูล คนใดที่อยากให้ผู้จัดการทีมคนอื่นนำพวกเขาลุ้นแชมป์ไปมากว่า คล็อปป์ อีกแล้ว โดยโค้ชวัย 52 ปี ผู้ซึ่งเคยพา ดอร์ทมุนด์ คว้าแชมป์บุนเดสลีกา ในรอบ 9 ปี ได้สำเร็จนั้น ได้กลายเป็นกุนซือที่เกือบทุกสโมสรอยากได้ตัวไปคุมทีม นับตั้งแต่เข้ามาคุม ลิเวอร์พูล ในปี 2015 ต่อจาก เบรนแดน ร็อดเจอร์ส โค้ชชาวไอร์แลนด์เหนือ คล็อปป์ พาทัพหงส์แดงกวาดแชมป์ไปแล้ว 3 รายการ ประกอบด้วย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก, ยูฟ่า ซุเปอร์ คัพ และแชมป์สโมสรโลก และไม่มีใครที่เชื่อมต่อกับสาวก “เดอะ ค็อป” ได้มากกว่าเขาอีกแล้ว ท้ายที่สุด คล็อปป์ ปฏิเสธที่จะยอมให้ความกดดันที่มาพร้อมกับการไล่ล่าแชมป์กลายเป็นภาระ ซึ่งมันแสดงให้เห็นว่า ทำไมเขาถึงเป็นคนสมบูรณ์แบบสำหรับ ลิเวอร์พูล ความคาดหวังมหาศาลที่แอนฟิลด์ ได้ถูกควบคุมมันให้เป็นพลังงานที่เป็นบวก

การเอาชนะ บาร์เซโลนา 4-0 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศ ที่สนามแอนฟิลด์ แสดงให้เห็นถึงจิตใจที่แข็งแกร่งของนักเตะ ลิเวอร์พูล และในฤดูดาลนี้ พวกเขากำลังใช้ความผิดหวังจากการเก็บได้ 97 คะแนนเมื่อปีก่อนแต่พลาดแชมป์ เป็นแรงผลักดันในซีซั่นนี้ อดีตนายใหญ่ ดอร์ทมุนด์ อธิบายเมื่อถูกถามว่า เขาเปลี่ยนความผิดหวังให้เป็นแรงผลักดันได้อย่างไร “ใช่ เราผิดหวัง แต่ถ้าคู่แข่งหลักของคุณคือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ คุณไม่สามารถคาดหวังว่าจะได้รับอะไรเพียงเพราะคุณทำดีที่สุด เพราะพวกเขาทำได้ดีเช่นกัน เราผลักดันกันและกันผ่านเกมในลีกเมื่อฤดูกาลก่อน และเราก็ผิดหวัง แต่แน่นอน มันช่วยให้เรามี 3 สัปดาห์ต่อมาที่ยิ่งใหญ่ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก สำหรับเรามันช่วยได้แน่นอน แต่ความผิดหวังหลังจากฤดูกาลที่ผ่านมา มันไม่มากอย่างที่เราคาดหวังไว้ และไม่ใช่เพราะเราไม่ต้องการจะเป็นแชมป์”

“ผมคิดว่าทุกคนเห็นว่า เราต้องการเป็นแชมป์จริงๆ แต่เพียงเพราะเรายอมรับความจริง นั่นคือวิธีที่มันเป็น นั่นคือสิ่งที่ผมพูดไปก่อนหน้านี้ แฟนบอล ลิเวอร์พูล ทุกคนต้องการเป็นแชมป์ แต่มันก็ไม่ได้เป็นอย่างที่คิดเสมอไป แต่แน่นอน เราพยายามอีกครั้ง และพยายามต่อไปเรื่อยๆ และนี่คือสิ่งที่เราทำในปีนี้ด้วยพื้นฐานที่ดีกว่าปกติเล็กน้อย นั่นคือทั้งหมดที่ผมสามารถบอกได้” คล็อปป์ กล่าว

เต็มที่กับชีวิตเสมอ สำหรับ เยอร์เก้น คล็อปป์

การจัดการสภาพจิตใจ คือหัวใจหลักสู่การมุ่งหน้าต่อ

ไม่มีอาการผิดหวังติดค้างมาจากฤดูกาลที่แล้ว ลิเวอร์พูล แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น และทุ่มเท หลังเก็บชัยชนะได้ถึง 18 จาก 19 เกม ในซีซั่นนี้ และ คล็อปป์ กำลังสร้างทีม “หงส์แดง” ที่แข็งแกร่งด้วยมือของเขาเอง ในแนวรับมี อลิสสัน เบ็คเกอร์ โกล์ที่ได้รับการยกย่องว่าดีที่สุดในโลก ยืนเฝ้าเสา กองหลังมี เฟอร์จิล ฟาน ไดจค์ คอยบัญชาการเกมรับ ส่วนฟูลแบ็ค 2 ฝั่งอย่าง แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน และเทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ พัฒนาจนกลายเป็นแบ็คอันดับต้นๆของโลกไปแล้ว ขณะที่ แนวรุก โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ปีกทีมชาติอิยิปต์, โรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ หัวหอกทีมชาติบราซิล ซาดิโอ มาเน่ ตัวรุกทีมขาติเซเนกัล ที่พิสูจน์แล้วว่า เป็นแนวรุกดีที่สุดในโลกในปี 2019 และตอนนี้พวกเขาได้มารวมตัวกันเพื่อสร้างทีมที่ดีที่สุดในโลก

คล็อปป์ กล่าวต่อว่า “เราไม่ใช่คนช่างฝัน เราทำงานเพื่อสิ่งที่เราต้องการ และถ้าคุณทำงานหนักมันบอลพรุ่งนี้และวันต่อๆไป มันก็รับประกันได้ว่า คุณจะได้รับบางสิ่งบางอย่าง และนั่นคือสิ่งที่เราพยายาม และนั่นคือสิ่งที่เราทำมันอีกครั้ง เมื่อเราเริ่มฤดูกาลนี้ เราทุ่มเทเพื่อทุกสิ่ง การคว้าแชมป์ซุเปอร์ คัพ เป็นตัวอย่างที่ดี เราไม่รู้ว่ามันสำคัญแค่ไหน แต่เมื่อเราชนะ มันก็รู้สึกสุดยอดมาก” ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ ด้วยการดวลจุดโทษชนะ เชลซี ที่อิสตันบูล ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นแชมป์ที่ 2 ในปี 2019 ของพวกเขาหลังคว้าถ้วยยุโรป ด้วยการเอาชนะ ท็อตแนม ฮอทสเปอร์ 2 เดือนก่อนหน้านั้น และล่าสุดพวกเขาคว้าแชมป์สโมสรโลกส่งท้ายปีได้อย่างยอดเยี่ยม จากการถูกมองว่าเป็นพระรอง ตอนนี้ ลิเวอร์พูล และคล็อปป์ ได้พลิกกลับมาเป็นทีมที่เอาชนะทุกอย่างในฤดูกาลนี้ 3 แชมป์รายการใหญ่ในปี 2019 และโอกาสที่ดีในการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ซึ่งโค้ชชาวเยอรมัน มองว่า มันไม่ใช่ความโลภ มันเป็นเพียงความปรารถนาที่จะได้สัมผัสกับความสำเร็จบ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

“มันเป็นความโลภหรือไม่ ผมไม่แน่ใจ มันเหมือนกับความปรารถนานี้ที่คุณต้องการมีถ้วยรางวัล ผมไม่คิดว่ามันเป็นความโลภที่แท้จริง เราได้ปรับปรุงโอกาสของเราอย่างชัดเจนด้วยสิ่งต่าง ๆ โดยผู้เล่นที่เรานำเข้ามา และทำงานร่วมกันเป็นระยะเวลานานด้วยประสบการณ์ที่มากขึ้นแบบนี้ เราทำความคุ้นเคยกับสถานการณ์ที่แตกต่างกันมากขึ้นเรื่อย ๆ คุณรู้ว่าความพ่ายแพ้นั้นเป็นความผิดหวัง แต่ถ้าคุณเรียนรู้ได้มันก็ยังคงสมเหตุสมผล เช่นเกมยูฟ่า แชมเปี้ยน ลีก รอบชิงชนะเลิศ เราแพ้ต่อ เรอัล มาดริด เมื่อปีที่แล้ว การพ่ายแพ้ในเกมนั้น เราได้เรียนรู้อะไรบางอย่างจากรอบชิงชนะเลิศ แต่หนทางสู่รอบชิงชนะเลิศหรือหนทางสู่รอบรองชนะเลิศต่อไปประสบการณ์จะช่วยเราได้มาก ผมคิดว่าความปรารถนาของเรานั้นยิ่งใหญ่จริงๆ มันใหญ่โต มันยิ่งใหญ่ที่จะได้คว้าถ้วยรางวัลมากขึ้น ถ้ามันเป็นความโลภ ผมก็ไม่รู้ แต่ใช่ แล้วใครสนใจล่ะ” นายใหญ่ ลิเวอร์พูล กล่าว

3 แนวรุก ที่เข้าขากันสุดๆ

กูรูทุกสำนัก ยกให้ลิเวอร์พูลเป็นเต็ง 1 ซีซั่นนี้

แม้จะมีการพูดถึงเรื่องคว้าแชมป์รายการต่างๆลีกจากกูรูวงการฟุตบอลว่า ลิเวอร์พูล อยู่ในตำแหน่งที่ดีที่จะกวาดแชมป์รายการสำคัญในปี 2020 แต่ คล็อปป์ อธิบายว่า “หลายๆทีมสามารถทำแบบนั้นได้เช่นกัน ในพรีเมียร์ลีก บางทีมันอาจเป็น 3 ทีมที่ได้ลุ้นแชมป์ ผมไม่รู้ว่าใครจะทำได้ และแชมเปี้ยนส์ ลีก ยังมี 16 ทีมที่สามารถคว้าแชมป์ได้ ส่วนเอฟเอ คัพ ผมไม่รู้แน่ชัดว่ามีกี่ทีมที่ยังคงอยู่ในเส้นทาง ใช่แล้ว สิ่งที่ดีคือ ถ้าคุณคิดถึงมัน คุณก็จะมีโอกาส และนั่นคือจุดเริ่มต้น เรามีโอกาส แต่เรารู้ว่าเราต้องทำงานหนัก ผมจำได้เมื่อ 2 ปีก่อน ก่อนที่เราจะผ่านไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่มยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก หลังจากเกมกับ ฮอฟเฟนไฮม์ เรามีการประชุมกัน และผมพูดกับเด็กๆว่า ดูสิในการแข่งขันอาจมี 10 สโมสรที่สามารถคว้าถ้วยแชมเปี้ยนส์ลีก ได้”

“มีอีกหลายทีมที่เป็นตัวเต็ง และหลายทีมที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของมัน แต่มีประมาณ 10 สโมสรที่สามารถคว้าแชมป์ได้ และเราเป็นหนึ่งในทีมเหล่านั้น มันอาจไม่รู้สึกในช่วงเวลาเช่นนี้ แต่เราเป็น นั่นคือสิ่งที่ เราควรลองทำ และนั่นคือวิธีที่เราคิดในการเล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก แต่กับพรีเมียร์ลีก มันแตกต่าง และยากเล็กน้อย เมื่อคุณเห็นความยอดเยี่ยมของ แมนฯซิตี้ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา คุณต้องทำงานกับมัน คุณหวังว่าจะได้แชมป์ แต่คุณไม่รู้แน่ชัดว่าจะทำได้หรือไม่ ดังนั้นเราจึงไม่ใช่คนช่างฝัน เราต้องทำร่วมกัน และสิ่งที่เราต้องการบรรลุด้วยกัน ดังนั้นเราจะเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่มีใครรู้ว่าเราจะได้รับถ้วยรางวัลเหล่านี้หรือไม่ แต่เราจะทำงานหนักแน่นอน ผมไม่ต้องรู้ว่ามันจะเป็นเมื่อไหร่หรืออะไรก็ตาม มีนัดการแข่งขันเกมสุดท้ายในเดือนพฤษภาคม บางครั้งผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่า จะเป็นเมื่อไหร่ ถ้าเราอยู่ด้านบนสุดของตารางผมว่า เราจะฉลองมันอย่างเต็มที่ แต่จนกว่าจะถึงเวลานั้น เราจะไม่ต้องคิดอย่างอื่นเลยนอกจาก มุ่งมั่นทำงานหนักต่อไป”