นักเตะระดับโลก กับเรื่องราวที่คุณอาจไม่เคยรู้ ?

Gareth Bale สมัยอยู่สเปอร์ส

กาเร็ธ เบล กับการเป็นตัวซวยในสเปอร์สช่วงแรก

ในปัจจุบันนั้น กาเร็ธ เบล คือปีกระดับโลกที่เรอัล มาดริด สามารถหวังพึ่งในเรื่องการใช้ความเร็วในการกระชากหนีฟูลแบ็ก หรือหวังผลเรื่องการเปิดบอลที่แม่นยำและยิงประตูของเบล จากจังหวะเซ็ตเพลย์ หรือ โอเพนเพลย์ได้เลยทีเดียว แต่มันอาจจะมีเรื่องที่น่าจะขัดใจอยู่บ้างคือ พฤติกรรมบางอย่างที่ไม่โอเคเท่าไหร่ แต่หารู้ไม่ว่า กว่าที่จะมาถึงระดับนี้ได้ เบล ต้องทนกับเสียงโห่จากแฟนบอลของ “สเปอร์ส” ทีมเก่าของเขาในพรีเมียร์ลีกมานานขนาดไหน ! เรื่องมันเริ่มต้นขึ้นในช่วงปี 2008 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ เบล ย้ายจากเซาแธมป์ตัน มาเล่นกับสเปอร์สใหม่ๆ โดยเขามาในฐานะ “แบ็กซ้ายดาวรุ่ง” ที่มีเท้าซ้ายพิฆาต แถมหวังผลในเรื่องการยิงฟรีคิกและเปิดบอลที่แม่นยำได้เลยทีเดียว แถมเจ้าตัวยังมีสถิติในการยิงฟรีคิกเป็นประตูมาแล้วมากมายตั้งแต่สมัยอยู่กับเซาแธมป์ตัน

แต่ในช่วงเวลาที่อยู่กับ สเปอร์ส ตอนแรกนั้น เบล ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับทีมได้ และมักจะเป็นบ่อน้ำมันให้ปีกขวาฝีเท้าจัดๆของทีมตรงข้ามคอยทะลวงผ่านเขาได้ตลอดเวลา และมีสถิติที่น่าปวดใจก็คือ นัดไหนที่ สเปอร์ส ส่งเขาลงเล่นในตำแหน่งแบ็กซ้าย หรือเป็นตัวจริงนั้น ทีมจะต้องแพ้ทุกครั้ง แต่ถ้านัดไหนที่เบลไม่ได้ลงเล่นเลย สเปอร์ส จะเป็นฝ่ายชนะ ความปวดใจแบบนี้ของเบลได้หายไปตอนที่ แฮร์รี่ เรดแนปป์ ได้ก้าวมาทำทีม และเขาก็จัดการเอาตัวของ เบล ไปเล่นเป็นปีกซ้ายที่มีหน้าที่สนใจในการทำเกมรุกก็พอ และจากนั้น มันคือการแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวของปีกหน้าเห้งเจียรายนี้

ความเคารพในตัวของ สตอยโกวิช จากใจของ ซาวิเซวิช

ตำนานนักเตะของยูโกสลาเวียเดิมนั้น มีให้เห็นเกลื่อนกลาดเลยทีเดียว แต่เราจะมาพูดถึง 2 คู่หูตัวทำเกมของสโมสรเรดสตาร์ เบลเกรด และทีมชาติยูโกสลาเวียเดิมกันอย่าง เดยัน ซาวิเซวิช และ ดราแกน สตอยโกวิช กันก่อนดีกว่าในสมัยที่ทั้งคู่ยังเล่นอยู่ด้วยกันที่เรดสตาร์ การแข่งขันในเรื่องการแย่งเสื้อหมายเลข 10 ของนักเตะในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรุกและหน้าต่ำนั้นเข้าขั้นดุเดือดเลยทีเดียว เพราะตัวของ สตอยโกวิช คือโคตรเพลย์เมกเกอร์ที่มีชั้นเชิงการเล่นแพรวพราว เลี้ยงบอลคล่อง จ่ายคม ยิงฟรีคิกฉมัง เล่นได้ทั้งสองเท้า ส่วนตัวของ เดยัน ที่เป็นรุ่นน้องก็คือหน้าต่ำสไตล์คลาสสิกที่เลี้ยงบอลติดเท้า แย่งยาก เหนือชั้นในการจ่ายบอลเช่นกัน จนทำให้หลายฝ่ายมองว่า มันคือสงครามย่อมๆเลยทีเดียวในการจะแย่งเสื้อหมายเลข 10

แต่ผลคือทั้งคู่กลับสนิทสนมกันมาก และเป็นฝ่ายของ เดยัน ที่ให้สตอยโกวิช ที่เป็นรุ่นพี่นั้นใส่เสื้อหมายเลข 10 ก่อนเขาก่อน เพราะถือเรื่องความอาวุโส และรวมถึงความรักที่ราวกับพี่น้องกันเลยนั่นเอง “ในทีมนี้ คนที่ผมยอมให้ใส่เบอร์ 10 ก่อนคือ ดราแกนเท่านั้น” มันคือสิ่งที่ เดยัน เคยลั่นวาจาออกมา และมันก็เป็นเช่นนี้เสมอทั้งในสโมสรและทีมชาติ

Hugo Maradona น้องชายของดิเอโก้ ลงค้าแข้งเช่นกัน

มองว่าพี่ชายตัวเองเป็นเอเลี่ยน จากปากของน้องชายมาราโดนา

ครอบครัวของ มาราโดนา ไม่ได้มีเพียงแค่ตัวของ ดิเอโก้ มาราโดนา เพียงคนเดียวที่เป็นนักเตะอาชีพ แต่ตัวของ ดิเอโก้ ยังมีน้องชายอีกคนหนึ่งที่ซึ่งเป็นนักเตะอาชีพด้วยเช่นกัน นั่นคือตัวของ อูโก้ “อูกุยโต้” มาราโดนา น้องชายของ “เสือเตี้ย” รายนี้ แทบจะถอดพิมพ์เดียวกันกับตัวของพี่ชายมาเลย เพราะเขามีรูปร่างเตี้ยๆเหมือนกัน หน้าตาคล้ายกัน ผมหยิกแบบเดียวกัน และนอกจากนี้ยังเล่นในตำแหนงเพลย์เมกเกอร์เหมือนกันอีกด้วย แต่คงจะต่างกันแค่เรื่องเท้าถนัดกับนิสัยมากกว่า

อูโก้ เป็นคนที่ขี้อาย และเขามักจะต้องยอมแพ้ให้กับความโด่งดังของพี่ชาย และมักจะโดนเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับสิ่งที่พี่ชายของเขาได้ทำเอาไว้อยู่เสมอ ในสมัยที่เล่นบอลอาชีพ อูโก้ เคยมีโอกาสไปเล่นในอิตาลีกับสโมสร อัสโคลี่ ซึ่งก็ไม่ใช่ทีมระดับท็อปอะไร แต่เขายังมีโอกาสได้ดวลแข้งกับพี่ชายของเขา ในช่วงที่ค้าแข้งกับนาโปลีด้วย ตลอดเวลาที่เขาอยู่ใต้ร่มเงาของดิเอโก้นั้น ตัวของ อูโก้ ได้กล่าวถึงพี่ชายตัวเองที่เป็นนักเตะระดับท๊อปของโลกเอาไว้ว่า
“ผมชอบดูเขาเล่นเสมอ พี่ชายผมเก่งมาก ราวกับว่าเขาเป็นเอเลี่ยนที่มาจากดาวอังคารเลย แต่ว่าการที่ผมมีนามสกุลเหมือนกับเขา มีตำแหน่งการเล่นใกล้เคียงกันมันเลยเป็นการเปรียบเทียบกันอย่างหนักเช่นกัน แต่พี่ชายผมนี่แหละที่เป็นนักเตะระดับโลกที่หาคนมาแตะต้องหรือทาบได้ยากที่สุด

โดนด่าเพราะเรื่องเล่นยาก ของหลุยส์ การ์เซีย

สำหรับนักเตะรายนี้ เคยสร้างสีสันในการเล่นให้กับลิเวอร์พูลมาก่อน แต่ไม่น่าเชื่อว่าอดีตดาวเตะหมายเลข 10 ของลิเวอร์พูลอย่าง หลุยส์ การ์เซีย จะเคยโดนเพื่อนร่วมทีมและโค้ชด่าพอสมควร ถึงเรื่องการ “เล่นยาก” และทำตัวเหมือน “นักเตะในโลกการ์ตูน” ในสมัยที่ การ์เซีย เล่นให้กับลิเวอร์พูล เขาโดนตัวของ ราฟา เบนิเตซ ด่าว่า “นี่ไอ้หนู นี่ไม่ใช่โลกการ์ตูนนะ พยายามอย่าทำในสิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้” และไม่เพียงเท่านั้น การ์เซีย ยังเคยโดนจอมทัพอย่าง สตีเว่น เจอร์ราร์ด ตำหนิในเรื่องที่เขามักจะเล่นบอลในจังหวะที่ยากเกินไปและใช้ลูกเล่นมากเกินไปจนทีมเสียเปรียบอีกด้วย แต่ไม่น่าเชื่อว่า การ์เซีย ก็ไม่ยอมหยุดที่จะเล่นจริงๆ …

อีวาน ซาโมราโน กับเสื้อ 8 บวก 1

อีวาน ซาโมราโน กับหมายเลขเสื้อ 1+8

เราจะไปดูกันที่เวทีการแข่งขันเซเรียอาในช่วงปลายยุค 90 กันบ้าง ในเวลานั้นอินเตอร์ มิลาน มีสุดยอดกองหน้าจากละตินอยู่ในทีมถึง 3 คนเลยทีเดียว ไล่ตั้งแต่ตัวของ โรนัลโด้ นาซาริโอ ที่ย้ายมาจากบาร์เซโลนาด้วยค่าตัวแพงเป็นสถิติโลก ตามมาด้วยตัวของ อัลบาโร เรโคบา ที่เล่นเป็นกองหน้าตัวต่ำ และสุดท้ายคือนักเตะที่อยู่กับทีมมาก่อนหน้าที่ 2 หัวหอกที่ว่าจะย้ายมาก็คือ อีวาน ซาโมราโน กองหน้าทีมชาติชิลีนั่นเอง ก่อนหน้าที่โรนัลโด้จะย้ายมานั้น ซาโมราโน ผูกขาดกับเสื้อหมายเลข 9 ที่เขาโปรดปรานมานาน เขาใส่เสื้อเบอร์ 9 ทั้งกับตอนที่เล่นให้กับ เซบีย่า , เรอัล มาดริด และทีมชาติชิลี และเมื่อย้ายมาเล่นให้กับอินเตอร์ เขาก็เป็นคนที่คว้าเสื้อเบอร์ 9 ไปใช้งาน

หลังจากที่โรนัลโด้ย้ายมานั้น กองหน้าทีมชาติบราซิลรายนี้ คือนักเตะที่ผูกขาดกับเสื้อหมายเลข 9 เช่นกัน แถมด้วยภาพลักษณ์ความเป็นซูเปอร์สตาร์ของเขาที่มี Nike เป็นพรีเซนเตอร์อีก ทำให้ใครๆก็สงสัยว่า อินเตอร์ จะทำยังไงกับการที่มีกองหน้าสไตล์เบอร์ 9 อยู่ในทีมหลายคน ในตอนแรกนั้น ซาโมราโน เป็นนักเตะที่ถือครองเสื้อหมายเลข 9 และเด็กใหม่อย่างโรนัลโด้ ก็ให้ความเคารพรุ่นพี่รายนี้พอสมควร เมื่อเขาเลือกที่จะใส่เสื้อเบอร์ 10 อันเป็นเบอร์ในตำนานอีกเบอร์หนึ่งของสโมสรแทน และซาโมราโนก็ใช้งานเสื้อหมายเลข 9 ต่อไป

แต่จุดเปลี่ยนมาถึงคือในอีก 1 ปีต่อมา Nike ขอร้องทางอินเตอร์ ในเรื่องที่ว่าภาพลักษณ์ของโรนัลโด้ที่พวกเขามีเป็นพรีเซนเตอร์นั้น มันคือการใช้เสื้อเบอร์ 9 จึงทำให้ทางอินเตอร์ ต้องมากล่อมซาโมราโน และกว่าจะลงตัวได้นั้นก็แทบแย่ สุดท้ายนั้น ซาโมราโนยอมสละเสื้อหมายเลข 9 ให้โรนัลโด้ใส่ ส่วนเขาก็แก้เคล็ดด้วยการเลือกใช้เบอร์ 18 แต่มีการใส่เครื่อง “บวก” เอาไว้ตรงกลางระหว่างเลข 1 กับ 8 เพื่ออนุมานได้ว่า 1+8 เท่ากับ 9 เหมือนกับว่าเขายังใส่เสื้อเบอร์ 9 อยู่เหมือนเดิมนั่นเอง

ทีเด็ดในการฝึกซ้อมฟรีคิกของ มิเชล พลาตินี

สำหรับตำนานนักเตะชาวฝรั่งเศสรายนี้ แฟนบอลกัลโช่ในช่วงยุค 80 ต่างก็ต้องซูฮกกับความคมในการเลี้ยงบอล จ่ายบอลลูกสั้น ลูกยาว คิลเลอร์พาส และรวมถึงโคตรฟรีคิกไซด์โค้งที่ป้องกันได้ยากของ “นโปเลียนลูกหนัง” มิเชล พลาตินี ตำนานจอมทัพหมายเลข 10 ของยูเวนตุส และ ทีมชาติฝรั่งเศส ความสามารถในการยิงฟรีคิกนั้นมาจากไหน มันเริ่มจากสมัยที่ พลาตินี ยังเป็นนักเตะดาวรุ่งของสโมสร นองซี่ ในลีกเอิงบ้านเกิดนั่นเอง หลังจากที่ซ้อมเสร็จนั้น พลาตินี กับ ฌอง-มิเชล มูติเยร์ เพื่อนรักของเขาซึ่งเป็นผู้รักษาประตูของทีม มักจะอยู่ซ้อมกันต่อจนมืดเลยทีเดียว โดยพลาตินี ขอให้ มูติเยร์ ช่วยซ้อมการ “ยิงฟรีคิก” ร่วมกับเขาทุกวัน จนสุดท้ายนั้น ความคมในการยิงฟรีคิกนอกเขตโทษของพลาตินี ก็ถูกลับให้คมมากขึ้นจากการช่วยเหลือของมือกาวเพื่อนสนิทของพลาตินีรายนี้นั่นเอง

โดนเด็กล้อว่าอ้วน เลยโชว์ยิงโดนคานของ เฟเรนซ์ ปุสกัส

ในช่วงที่ เฟเรนซ์ ปุสกัส เริ่มที่จะลงพุง เขาก็ยังคงไว้ลายกับการเป็นโคตรกองหน้าของสโมสรบูดาเปสต์ ฮอนเว็ด ในลีกบ้านเกิดได้อยู่ และเขายังเป็นขุนพลทีมชาติฮังการีชุดไร้เทียมทานที่ได้เหรียญทองโอลิมปิกมาแล้วด้วย แต่เรื่องราวที่น่าสนใจบางอย่างนี้ มันเกิดขึ้นในวันที่มีการเปิดคลินิกสอนฟุตบอลเด็กๆในประเทศอังกฤษ โดยพระเอกประจำการสอนฟุตบอลครั้งนั้นคือตัวของ จอร์จ เบสต์ ปีกซ้ายเทพบุตรมหาภัยของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งเป็นขวัญใจของแฟนบอลอังกฤษ และยังเป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆในเวลานั้นที่ได้มาเรียนฟุตบอลกับเขาที่มีดีกรีเป็นถึงดาวเตะบัลลงดอร์อีกด้วย

แต่สิ่งที่เด็กๆได้เห็นในสนามตอนนั้นนอกจากตัวของ เบสต์ ก็คือมีนักเตะร่างอ้วนๆอีกคนหนึ่งอย่าง ปุสกัส ที่มาร่วมสอนฟุตบอลด้วยนั่นเอง … เด็กๆในเวลานั้น ยังไม่รู้จักปุสกัส ว่าเขาเป็นใคร และรูปร่างอ้วนๆแบบนั้นจะเตะบอลกับเขาไหวเหรอ ซึ่งแน่นอนว่าเด็กๆ ได้ล้อเลียนรูปร่างและท่าทางของโคตรดาวยิงชาวฮังกาเรียนอย่างหนักว่าไม่น่าจะเล่นบอลเก่ง จนสุดท้ายนั้น เบสต์ ก็ได้บอกกับเด็กๆว่า “มาดูกันมั้ยล่ะ ว่าเจ้าอ้วนนั่นจะยิงชนคานกี่ลูก” จากนั้นเขาก็ส่งสัญญาณให้ปุสกัส โชว์ของได้เลย

สิ่งที่เห็นก็คือ ปุสกัส โชว์ความแม่นยำด้วยการเตะบอลชนคานด้วยเท้าซ้ายทองคำของเขาไปโดนคานติดต่อกันถึง 9 ครั้งเลยทีเดียว และในครั้งที่ 10 นั้น ปุสกัสทำให้มันพิเศษกว่าเดิมด้วยการเดาะบอลขึ้นมาโหม่งตั้ง จากนั้นก็ปล่อยบอลไปด้านหลังเพื่อใช้ส้นเท้าเดาะบอลข้ามหัวกลับมาที่ด้านหน้าของตัวเองอีกครั้ง และจากนั้น ก็ยิงฮาล์ฟวอลเลย์แบบไม่ต้องจับ ส่งบอลไปชนคานเป็นครั้งที่ 10 ! เด็กๆในสนามวันนั้น ต่างอ้าปากค้างถึงความเก่งกาจของ ปุสกัส และเมื่อเด็กๆหายแคลงใจแล้ว สิ่งที่เบสต์ได้พูดต่อมาก็คือ “ขอแนะนำให้ทุกคนรู้จัก นี่คือ เฟเรนซ์ ปุสกัส ครับผม”

ฟรองค์ ริเบรี เชื่อเรื่องโชคลาง

ฟรองค์ ริเบรี กับความเชื่อเรื่องการผูกเชือกรองเท้าข้างซ้าย-ขวา

บางคนนั้นถือเรื่องโชคลางเป็นอย่างมาก การจะเดินเข้าประตูขวา ประตูซ้าย หรือแม้กระทั่งการเดินไปทางซ้ายบ้าง ไปทางขวาบ้าง บางทีเรื่องพวกนี้ก็สามารถทำให้คนเรามีความมั่นใจหรือขาดความมั่นใจอะไรหลายๆอย่างไปได้เลยทีเดียว แน่นอนว่ายอดนักเตะระดับเวิลด์คลาสอย่าง ฟรองค์ ริเบรี เพลย์เมกเกอร์จอมเก๋าชาวฝรั่งเศสรายนี้ ก็เป็นอีก 1 นักเตะที่เชื่อถือเรื่องโชคลางเช่นกัน โดยเฉพาะกับเรื่องของการ “ผูกเชือก” รองเท้าสตั๊ดที่เขาใช้ในการลงเล่นในแต่ละครั้งนั่นเอง โดยปกติแล้วนั้น ริเบรี คือนักเตะถนัดเท้าขวา แต่ก็มีความสามารถในการเตะบอลด้วยเท้าซ้ายได้ด้วยเช่นกัน แต่สิ่งที่เขามักจะทำก็คือการผูกเชือกรองเท้าสตั๊ดที่ข้าง “ซ้าย” ก่อนที่จะไปผูกข้าง “ขวา” โดยเข้าให้เหตุผลบางอย่างเอาไว้เช่นกัน

“ผมถือเรื่องโชคลางเช่นกัน การที่ผมผูกสตั๊ดข้างซ้ายก่อนนั้น มันจะเป็นการเสริมดวงให้ในเกมนัดนี้ผมจะเล่นได้ดีและสามารถช่วยให้ทีมคว้าชัยชนะได้ แต่ถ้าหากว่าผมผูกเชือกข้างขวาก่อน มันก็มีบางอย่างที่ทำให้ผมเล่นไม่ดี และมีอาการบาดเจ็บด้วยอีก ผมทำแบบนี้เสมอ มาตั้งแต่สมัยที่ผมเล่นบอลอาชีพกับเมตช์” จนถึงตอนนี้ ริเบรี ที่ประสบความสำเร็จสุดๆกับบาเยิร์น มิวนิค และได้ย้ายไปเล่นให้กับฟิออเรนติน่าแล้วนั้น ก็กำลังรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บที่ข้อเท้าอยู่ ซึ่งมันทำให้เจ้าตัวต้องเข้ารับการผ่าตัดเลยทีเดียว

มีแขนเดียวก็เป็นฮีโร่ได้ของ คาสโตร

ครั้งนี้เราจะย้อนกลับไปในการแข่งขันนัดชิงชนะเลิศครั้งแรกสุดในประวัติศาสตร์ของฟุตบอลโลก ที่จัดขึ้นที่กรุงมอนเตวิเดโอ ประเทศอุรุกวัยในปี 1930 ในการแข่งขันนัดชิงชนะเลิศนั้น มันเป็นการต่อสู้กันระหว่างทีมชาติอาร์เจนตินา ที่นำมาโดย กิเญร์โม สตาบิเล สไตรเกอร์ที่กำลังรั้งในตำแหน่งดาวยิงสูงสุดประจำทัวร์นาเมนต์ และยังเป็นตัวเต็งแชมป์โลกด้วยเช่นกัน แต่ว่าในนัดชิงชนะเลิศนั้น อาร์เจนตินา ต้องมาเจอกับทีมชาติอุรุกวัยที่เป็นเจ้าภาพ และในเกมนี้อุรุกวัยเป็นฝ่ายทำประตูไปได้ก่อน แต่จากนั้นก็กลายเป็นอาร์เจนตินารัวยิงทีเดียว 2 ประตูรวดจนแซงกลับไปนำ แต่ทว่าขุนพล “จอมโหด” ก็ยังไว้ลายเจ้าภาพด้วยการซัลโวตีเสมอเป็น 2-2 และยิงแซงนำเป็น 3-2 ได้สำเร็จ

อาร์เจนตินานั้นหวิดได้ประตูตีเสมอเป็น 3-3 ถ้าหากว่าลุกยิงของ สตาบิเล ที่ตอนนี้ยิงไป 8 ประตูแล้ว ไม่ซัดไปชนเสาให้แฟนบอลอุรุกวัยหวาดเสียว แต่แล้วอุรุกวัยก็มาได้ประตูตอกฝาโลงจากกองหน้าที่ชื่อ “เฮคเตอร์ คาสโตร” ที่มันพิเศษก็คือ คาสโตร เป็นนักเตะที่มีแขนเพียงข้างเดียว ! โดยเนื่องจากในสมัยเป็นวัยรุ่นนั้น คาสโตร เคยถูกใบเลื่อยในโรงงานที่เขาทำงานนั้นตัดแขนข้างหนึ่งของเขาขาดสะบั้น จากนั้นเป็นต้นมา เขาก็กลายเป็นผู้พิการ แต่ถึงอย่างไร ด้วยทักษะการเล่นฟุตบอลที่เหนือชั้นแม้ว่าจะไม่ครบ 32 แต่คาสโตรก็ได้ก้าวขึ้นมาเป็นฮีโร่ของทีมชาติอุรุกวัยได้ ลูกโหม่งประตู 4-2 ของคาสโตร คือประตูผลบอลสำคัญที่ตอกย้ำให้อุรุกวัย คว้าแชมป์โลกสมัยแรกมาครองบนแผ่นดินตัวเองได้สำเร็จอย่างยิ่งใหญ่เลยทีเดียว

รุด กุลลิท ตำนานทหารเสือฮอลแลนด์

รุด กุลลิท กับการโดนป่วนสุดๆตอนแข่งขันนัดชิงยูโร 88

ในการแข่งขันฟุตบอลยูโร 1988 ที่เยอรมันเป็นเจ้าภาพนั้น ทีมชาติฮอลแลนด์สามารถกรุยทางเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ โดยอาศัยความคมและการเล่นที่เข้าขากันของ รุด กุลลิท กองหน้ากัปตันทีมชาติฮอลแลนด์ ที่ผนึกกำลังกันกับตัวของ มาร์โก ฟาน บาสเทน ยอดดาวยิงประจำทีมที่ฟอร์มพีกในทัวร์นาเมนต์นี้พอดี แต่เหมือนกับว่าคู่ต่อสู้ในนัดชิงชนะเลิศของฮอลแลนด์อย่างทีมชาติสหภาพโซเวียต จะเป็นทีมที่รู้ดีว่า จุดแข็งของฮอลแลนด์ชุดนี้ก็คือ จอมทัพหมายเลข 10 ของฮอลแลนด์อย่างกุลลิท ที่เป็นศูนย์กลางเกมรุกของทีมนั่นเอง การเลี้ยงบอล แหวกกองหลัง จ่ายบอลให้ฟาน บาสเทน ทำประตู มักจะเปิดฉากที่การทำเกมของกุลลิทเป็นหลัก

ด้วยเหตุนี้ มันจึงมีเรื่องเล่ากันที่ว่า มีแฟนบอลสายเกรียนแตก และนักข่าวชาวโซเวียตบางคนแอบเสาะรู้หมายเลขโทรศัพท์ห้องพักในโรงแรมของกุลลิท ซึ่งพวกเขาก็ช่วยกันกระหน่ำโทรไปรบกวน กุลลิท ตอนที่กำลังนอนพักเอาแรงอยู่ในห้องตอนกลางคืนติดต่อกันหลายสายเลยทีเดียว แต่ถึงอย่างไร มันก็ไม่สามารถทำให้ประสิทธิภาพของกองหน้าหัวงูเก็งก็องรายนี้ลดลงไปได้ เขายิงประตูในนัดชิงชนะเลิศได้ และฮอลแลนด์ก็ครองแชมป์ยูโร 1988 ในที่สุด

ทีเด็ดในการยิงฟรีคิกของ กุลลิท ในวัยเด็ก

เรายังอยู่กันที่เรื่องของ รุด กุลลิท คราวนี้เราจะย้อนกลับไปในวัยเด็กของเขากัน กุลลิทในวัยเด็กนั้นเป็นเด็กรูปร่างสูงใหญ่ กำยำ มีแรงเตะที่เหลือเชื่อ และสมัยที่เล่นฟุตบอลระดับทีมเยาวชน เวลาที่ทีมได้ฟรีคิก กุลลิท มักจะอาสายิงฟรีคิกเป็นประจำ แต่ทีเด็ดของเขาในการยิงก็ไม่ได้เป็นพวก การยิงโค้งข้ามกำแพง หรือพวกยิงอ้อมกำแพง ซัดบอลให้มุดลง ไม่ใช่ทั้งสิ้น แต่เป็นการจงใจยิงบอลแรงๆอัดเข้าที่หน้าบ้าง ท้องบ้าง ของนักเตะฝ่ายตรงข้ามที่เป็นกำแพง เมื่อพวกนักเตะดวงแตกพวกนี้ ดันต้องมายืนเป็นกำแพงอีกรอบ ความกลัวและขยาดเรื่องพลังเท้าของกุลลิท จะหลอกหลอนพวกเขาให้รีบหลบเวลากุลลิทจะยิงเอง และเมื่อพวกเขาหลบ กำแพงจะแหวกเป็นรูทันที มันก็ทำให้กุลลิท สามารถยิงฟรีคิกเต็มแรง ให้บอลพุ่งฝ่ากำแพงเข้าประตูไปได้ง่ายๆ