7 สถิติในพรีเมียร์ลีก ของ โมฮาเหม็ด ซาล่าห์

7 สถิติในพรีเมียร์ลีก ของ โมฮาเหม็ด ซาล่าห์

นับตั้งแต่ย้ายจาก อาแอส โรม่า มายัง ลิเวอร์พูล ในปี 2017 ของ โมฮาเหม็ด ซาล่าห์ จนกลายเป็นหนึ่งในตำนานของสโมสร เมื่อมองถึงสถิติในการทำประตูให้กับทีม หลังทำได้มากกว่า 100 ประตูจากทุกรายการ รวมถึงการช่วยทีมคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก และพรีเมียร์ลีก นับเป็นแชมป์ลีกสูงสุดสมัยที่ 19 โดยยังเป็นการคว้าแชมป์รายการนี้ครั้งแรกในรอบ 30 ปีเลยทีเดียว ปฏิเสธไม่ได้เลยกับความสำคัญของนักเตะรายนี้

นอกจากรางวัล และถ้วยแชมป์ที่ซาล่าห์ คว้ามาได้ในช่วงที่ผ่านมา แต่เรื่องสถิติการทำประตูส่วนตัวก็ยังเป็นสิ่งที่โดดเด่นเช่นเดียวกัน หลังจากทำประตูให้กับทีมได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะถูกวิจารณ์ไปบ้างเกี่ยวกับความเห็นแก่ตัวในการทำประตู โดยพวกเราจะรวบรวมสถิติที่น่าสนใจในพรีเมียร์ลีกมาให้ดูกัน หลังดาวเตะชาว อียิปต์ ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในช่วงที่ผ่านมา และเป็นดาวซัลโวของพรีเมียร์ลีกมาแล้ว 3 ฤดูกาลด้วยกัน

7 สถิติในพรีเมียร์ลีก ของโมฮาเหม็ด ซาล่าห์

ซาล่าห์ ทำได้ 32 ประตูในพรีเมียร์ลีก ในฤดูกาล 2017-18 ทำลายสถิติของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ในระบบ 38 เกมของพรีเมียร์ลีก

ซาล่าห์ ทำลายสถิติจากแอฟริกาของดิดิเยร์ ดร็อกบา ในการทำประตูได้สูงที่สุดในพรีเมียร์ลีกภายในฤดูกาลเดียว

ซาล่าห์ ทำประตูได้เป็นส่วนใหญ่กับช่วงเกมที่ 24 ถึงเกมที่ 38 ในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2017-18

32 ประตูของซาล่าห์ ที่ทำได้ในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2017-18 ทำให้กลายเป็นนักเตะคนแรกที่ทำได้ดีกว่า 3 ทีมแรกของตารางคะแนน

ซาล่าห์ ทำประตูด้วยเท้าซ้ายได้ 25 ประตูในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2017-18 โดยทำได้มากที่สุดเมื่อเทียบกับนักเตะคนอื่นๆ ในประวัติศาสตร์ของการแข่งขัน

ซาล่าห์ คว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนของพรีเมียร์ลีก 3 ครั้งในฤดูกาล 2017-18 ไม่มีนักเตะคนไหนได้รางวัลนี้มากกว่าดาวเตะชาวอียิปต์

หลังจากซาล่าห์ ทำประตูในเกมที่พบกับนอริช ซิตี้ ในเดือนสิงหาคม ปี 2021 ทำให้กลายเป็นคนแรกที่ทำประตูได้จาก 5 เกมแรกของพรีเมียร์ลีก

แต่อนาคตของซาล่าห์ ในปัจจุบันอาจจะทำให้เดอะ ค็อป ยังต้องลุ้นต่อไป เมื่อเหลือสัญญาอยู่ในถิ่นแอนฟิลด์ ไม่ถึง 2 ปี แม้ว่าทีมจะพยายามอย่างหนักในการเจรจาเพื่อต่อสัญญาฉบับใหม่กับนักเตะออกไป เมื่อสามประสานแดนหน้าของทีมยังถูกยกให้เป็นหนึ่งในแนวรุกที่ดีที่สุดในโลก ร่วมกับโรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ และ ซาดิโอ มาเน่ โดยมีดิโอโก้ โชต้า เป็นตัวสอดแทรก